15 ทริค ช่วยให้ลูกไปโรงเรียนอย่างมีความสุข


15 ทริค ช่วยให้ลูกไปโรงเรียนอย่างมีความสุข

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

15 ทริค ช่วยให้ลูกไปโรงเรียนอย่างมีความสุข

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

เปิด เทอมทีไรลูก ๆ ก็พากันร้องไห้ไม่ยอมไปโรงเรียน พาให้พ่อแม่ปวดหัวไม่รู้จะทำยังไงกันดี แต่ก่อนชีวิตจะวุ่นวายไปมากกว่านี้ ลองมาดูเคล็บลับ 15 ข้อต่อไปนี้จากคำแนะนำของคุณครูก่อนดีไหมคะ มันอาจจะช่วยให้ลูก ๆ ของคุณใช้ชีวิตในโรงเรียนอย่างมีความสุขมากขึ้นก็ได้

1. อย่าให้เด็กป่วยไปโรงเรียน

เด็ก ๆ มีภูมิต้านทานต่ำ ทำให้ติดเชื้อโรคและป่วยได้ง่ายมาก ดังนั้นหากลูกคุณป่วย ก็ให้เขานอนพักผ่อนอยู่กับบ้านดีกว่า อย่าให้เขาไปแพร่เชื้อให้เด็กคนอื่นป่วยตามเลย แต่ถ้าในกรณีที่เจอลูกไม้ป่วยการเมืองของลูกบ่อย ๆ ก็ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดก่อนนะคะ ว่าเขาป่วยจริงหรือเปล่า เดี๋ยวโดนลูกหรอกแล้วจะหาว่าไม่เตือนนะจ๊ะ

2. ให้ลูกกินให้อิ่มก่อนไปโรงเรียน

ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ถ้าหิวก็คงไม่มีสมาธิพอที่จะเรียนรู้ หรือทำงานได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นก่อนจะส่งเขามาโรงเรียนก็ควรให้เขาได้กินอาหารเช้าจนอิ่มแปล้ ให้ร่างกายมีพลังงานเพียงพอที่จะเรียนรู้ และทำกิจกรรมต่าง ๆ ไปตลอดช่วงเช้า อีกอย่าง อาหารเช้ามีความสำคัญต่อการเรียนรู้และจดจำมาก ๆ ด้วยนะคะ

3. เข้าร่วมประชุมผู้ปกครอง

การเข้าร่วมประชุมผู้ปกครองจะเปิดโอกาสให้ทั้งคุณครูและผู้ปกครองได้รู้ พฤติกรรม และพัฒนาการของเด็กทั้ง 2 ด้าน และหากเด็กมีปัญหาด้านไหน จะได้ปรึกษาหารือและช่วยกันแก้ปัญหาให้เขาได้อย่างทันท่วงที และหากคุณพ่อคุณแม่อยากให้คุณครูช่วยพัฒนาทักษะด้านไหนให้ลูกเป็นพิเศษ ก็จะได้ใช้โอกาสนี้ฝากฝังให้คุณครูช่วยดูแลได้เลย

4. เข้าร่วมกิจกรรมของโรงเรียน

คุณครูมักจะชื่นชอบพ่อแม่ของลูกศิษย์ที่มีส่วนร่วมกับกิจกรรมของโรงเรียนทุก ครั้ง โดยเฉพาะกิจกรรมที่ต้องทำร่วมกันกับเด็ก การมีส่วนร่วมที่ว่าก็ไม่ต้องมากมายถึงขั้นบริจาคเงินรางวัล หรือเรื่องใหญ่โตอะไร เพียงแค่เข้าร่วมงาน มาให้กำลังใจ เชียร์เด็ก ๆ ในวันกีฬาสี หรือมาดูการแสดงของเด็ก ๆ ในงานโรงเรียนก็พอ เพราะว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้ลูก ๆ ของคุณมีกำลังใจ อุ่นใจ และมีความมั่นใจที่จะแสดงความสามารถมากขึ้น ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ดีของการเรียนรู้นะคะ

5. ติดตามข่าวสารของโรงเรียนอยู่เสมอ

บางครั้งก็ต้องยอมรับว่าทางโรงเรียนหรือคุณครูประจำชั้นไม่สามารถกระจายข่าว หรือประชาสัมพันธ์ข่าวสารของโรงเรียนได้อย่างทั่วถึง ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้ปกครองที่จะต้องติดตามข่าวสารต่าง ๆ ของโรงเรียนด้วยตัวเองเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง ซึ่งก็อาจจะสอบถามจากลูก ๆ คุณครูประจำชั้น หรือหมั่นดูตามบอร์ดประชาสัมพันธ์และเว็บไซต์ของโรงเรียนก็ได้ การรับรู้ทุกความเป็นไปของโรงเรียนยังไงก็ได้เปรียบและเป็นประโยชน์ต่อลูก ของคุณแน่นอนค่ะ

6. ขอบคุณคุณครูประจำชั้นบ้าง

บ่อยครั้งที่คุณครูประจำชั้น หรือคุณครูผู้สอนทำสิ่งดี ๆ มากมายให้กับเด็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลลูกคุณอย่างดี หรืออยู่รอเป็นเพื่อนในวันที่คุณมารับเขากลับบ้านช้ากว่าปกติ สิ่งดี ๆ เหล่านี้ที่คุณครูทำให้เป็นเรื่องที่น่าประทับใจจริง ๆ นะคะ และคงจะดีไม่น้อยถ้าเราจะแสดงความขอบคุณคุณครูดี ๆ แบบนี้ด้วยการมอบของขวัญหรือการ์ดแสดงความขอบคุณในโอกาสพิเศษอย่างวันขึ้นปี ใหม่ วันครู หรือทุกโอกาสที่คุณอยากให้ เจอผู้ปกครองน่ารัก ๆ แบบนี้ คุณครูคงจะช่วยดูแลเด็ก ๆ ของเราอย่างเต็มที่แน่ ๆ

7. ถามปัญหากับลูกโดยตรง

หากอยากรู้ว่าเด็ก ๆ ไปโรงเรียนอย่างมีความสุขดีหรือเปล่า ทางที่ดีที่สุดก็คงต้องถามกับเจ้าตัวเอง ลองเลียบ ๆ เคียง ๆ ถามสถานการณ์ทั่วไปกับลูกทุกเย็นก็ได้ ว่าวันนี้มีอะไรพิเศษในโรงเรียนหรือเปล่า เรียนสนุกไหม เป็นต้น หรือเผลอ ๆ เด็ก ๆ ก็จะเป็นฝ่ายเริ่มต้นเล่า หรือบ่นอะไรให้คุณฟังก่อนก็ได้ ดังนั้นก็แค่รับฟังและเก็บข้อมูลเอาไว้ เผื่อในกรณีที่เกิดปัญหาติดขัดตรงไหน จะได้หาทางแก้ไข หรือปรึกษาหาทางออกร่วมกันกับโรงเรียนได้

8. เด็ก ๆ ต้องมีการบ้าน

แม้จะเป็นเด็กอนุบาล แต่เชื่อเถอะค่ะว่าคุณครูต้องมอบหมายการบ้านมาให้เด็ก ๆ ฝึกฝนทักษะและพัฒนาการทุกวันเป็นปกติอยู่แล้ว ดังนั้นอย่าลืมถามเด็ก ๆ ทุกวันว่ามีการบ้าน หรือคุณครูสั่งให้ทำอะไรหรือเปล่า หากเด็ก ๆ ปฏิเสธว่าไม่มี คุณพ่อคุณแม่ควรต่อสายตรงถึงคุณครูประจำชั้นเพื่อสอบถามเหตุเผล และความจริงกับคุณครูทันที

9. หาตัวช่วยเสริม

ในหนึ่งชั้นเรียนมีเด็กอยู่ด้วยกันร่วม 30 ชีวิต ดังนั้นอย่าคาดหวังว่าคุณครูแค่คนเดียวจะสามารถดูแลเด็ก ๆ ทุกคนได้ครบทุกประเด็นปัญหา ดังนั้นหากพบว่าลูกมีปัญหาตรงจุดใด และต้องการการดูแลที่พิเศษกว่าเด็กคนอื่น แนะนำให้ปรึกษากับคุณครูประจำชั้นเพื่อหาทางออกร่วมกันก่อน ไม่แน่ว่าคุณครูอาจจะช่วยแนะนำติวเตอร์ หรือสถาบันสอนพิเศษที่เหมาะกับลูกของคุณก็ได้ค่ะ

10. ปรึกษาปัญหากับคุณครูโดยตรง

แม้คุณครูจะดูแลนักเรียนทุกคนได้ไม่ครบทุกประเด็นปัญหา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีเด็กคนใดคนหนึ่งหลุดรอดความดูแลของคุณครูไป เด็ก ๆ ทุกคนในความรับผิดชอบจะอยู่ในสายตาของคุณครูตลอด แค่คุณครูอาจจะไม่มีเวลาเพียงพอ หรือไม่มีโอกาสที่จะเข้าไปช่วยปรับปรุงหรือแก้ปัญหาในบางกรณีเท่านั้น แต่หากคุณพ่อคุณแม่เกิดเคลือบแคลงใจว่าเจ้าตัวเล็กจะไม่ได้รับการดูแลจากคุณ ครู ก็ลองพูดกับคุณครูประจำชั้น หรือคุณครูใหญ่เลยดีกว่า เพราะการเข้าไปพูดเพื่อหาทางแก้ไขปัญหากับเขาโดยตรง จะทำให้ลูก ๆ คุณได้รับการดูแลที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

11. อย่าสนับสนุนให้ลูกทำผิดกฎโรงเรียน

กฎของโรงเรียนอาจจะห้ามเด็ก ๆ ใช้โทรศัพท์ในระหว่างเรียน แต่พ่อแม่หลายคนก็ยังบอกให้ลูกเปิดโทรศัพท์ไว้ตลอด เผื่อมีเหตุฉุกเฉินอะไรจะได้ติดต่อกับลูกได้สะดวก แต่ทราบไหมคะ ว่าคุณครูสุดจะปวดหัวกับปัญหานี้ จนต้องทำโทษเด็ก ๆ ที่ทำผิดกฎกันไม่เว้นในแต่ละวัน และอยากแนะนำว่าหากพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นห่วงลูกหลาน หรือมีเหตุฉุกเฉินอะไร ให้โทรติดต่อผ่านทางเบอร์โทรศัพท์ของโรงเรียนจะดีกว่า จะได้ไม่เป็นการรบกวนเวลาเรียนของเด็กด้วย

12. ฟังหูไว้หู

เมื่อเกิดปัญหา และเด็ก ๆ เป็นคนเล่าปัญหานั้นให้คุณฟังก่อน แนะนำให้เลือกฟังหูไว้หู และถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ๆ กับบุคคลแวดล้อม เช่น คุณครู หรือเพื่อนร่วมห้องด้วย เพราะถึงแม้จะเชื่อว่าเด็ก ๆ เล่าทุกอย่างด้วยความไร้เดียงสา และไม่มีทางโกหกแน่นอน แต่อาจจะมีบางมุมของเรื่องที่เขาบอกคุณไม่หมดก็ได้ ดังนั้นหากไม่อยากให้เขามีปัญหาเรื้อรังกับที่โรงเรียน ก็ควรจะหาเวลาไปเคลียร์ทุกอย่างให้เรียบร้อยด้วยตัวคุณเองนะคะ

13. ให้โอกาสเด็ก ๆ

เมื่อลูกทำผิด อย่าคาดหวังว่าคุณครูจะสามารถจัดการเอาพฤติกรรมแย่ ๆ เหล่านั้นออกไปจากเขาได้ในเวลาเพียงวันเดียว และอย่าเพิ่งตีโพยตีพายไปว่าลูกจะเป็นเด็กไม่ดี แต่ให้ค่อย ๆ สั่งสอน พูดคุยกับเขาด้วยความเข้าใจ ชี้แจงว่าสิ่งไหนทำได้ สิ่งไหนไม่ควรทำ และที่สำคัญ ให้โอกาสเขาได้ปรับปรุงข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นอย่างใจเย็น เด็ก ๆ จะได้มีกำลังใจไปโรงเรียนทุกวัน ไม่ใช่ว่าเจอคุณครูดุที่โรงเรียน แล้วก็ยังมาโดนคุณแม่ทำโทษที่บ้านอีกรอบ

14.  ช่วยเขาทำการบ้าน

คงจะดีไม่น้อย หากคุณพ่อหรือคุณแม่ จะคอยกำกับดูแลเวลาที่เขาทำการบ้าน เผื่อมีข้อไหน หรือจุดไหนที่เขาติดขัดไม่เข้าใจ จะได้มีที่พึ่งเพื่อปรึกษาหารือ และเรียนรู้ไปด้วยกัน เด็ก ๆ จะได้ไม่รู้สึกว่าต้องแก้ปัญหาเพียงลำพัง อีกทั้งวิธีนี้ยังช่วยให้คุณได้เห็นทักษะ พัฒนาการ และปัญหาในการเรียนรู้ของเขาอีกด้วย

15. เสริมพื้นฐานของลูกให้แน่น

คุณครูหลายท่านชี้แจงว่า เด็กที่มีปัญหาเรื่องการเรียน ส่วนมากจะเป็นปัญหาของเรื่องการอ่านไม่ออกและเขียนไม่ค่อยได้ ดังนั้นคงจะดีกว่าถ้าคุณพ่อคุณแม่จะเสริมพื้นฐานการอ่านเขียนให้เขาตั้งแต่ ก่อนเข้าโรงเรียน หรือถ้าเข้าโรงเรียนไปแล้วก็ควรสอนเสริม และหาแบบฝึกหัดให้เขาได้เรียนรู้ เป็นการเสริมพื้นฐานให้เขาได้เรียนรู้ไปพร้อมกับเพื่อน ๆ ได้อย่างไม่มีสะดุด ไปโรงเรียนได้อย่างมั่นใจขึ้นจ้า

ชีวิตของเด็ก ๆ ในโรงเรียน เป็นช่วงที่พ่อและแม่ไม่สามารถตามติดและรับรู้ทุกความเป็นไปของเขาได้ ดังนั้นลองนำ 15 เคล็ดลับนี้ไปใช้ดู อย่างน้อยก็จะช่วยให้มั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่าเขาจะอยู่ในโรงเรียน และเรียนหนังสือได้อย่างมีความสุขแน่นอนค่ะ

—————————————–

ขอบคุณข้อมูลจาก : กระปุกดอทคอม

ภาพประกอบจาก : อินเตอร์เน็ต

Original article from : http://baby.kapook.com/